สัตว์สยอง ยุคก่อนประวัติศาสตร์

ในยุคปัจจุบัน จะหาสัตว์ใดที่เป็นนักล่า มีพลังทำลายล้างอันน่าสะพรึงเท่ามนุษย์เป็นไม่มี แต่ก่อนที่ยุคสมัยของมนุษย์จะเรืองโรจน์ เคยมีเหล่าสรรพสัตว์ขนาดยักษ์ครอบครองผืนพิภพนี้มาก่อน และหลายๆชนิดก็ดุร้ายไม่ธรรมดา ถ้าไม่นับเหล่าไดโนเสาร์ที่เคยเฟื่องฟูเป็นที่รู้กันทั่วถึงความน่าหวั่นเกรง หากดูกันแค่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ในช่วงที่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขยายพันธุ์ไปทั่วโลกแล้ว ก็มีสัตว์ยักษ์ที่น่ากลัวไม่แพ้ไดโนเสาร์อยู่อีกมากมาย แต่ละตัวจะน่าตื่นตะลึงสักแค่ไหน คอลัมน์ไทยรัฐซันเดย์สเปเชียล โดยทีมงานนิตยสารต่วย’ตูนขอพาท่านไปพบกับความสยองสุดสะพรึงกันได้เลยครับ

เมกะเธเรียม (Megatherium) ในปัจจุบัน เมื่อเรานึกถึงตัวสล็อธ (Sloth) ภาพของสัตว์หัวหลิมร่างเล็กแขนขาลีบเรียวที่สุดแสนจะเชื่องช้าแสนช้า…ไร้อันตราย แห่งป่าอะเมซอนก็จะปรากฏขึ้นมาในมโน แต่เดี๋ยวก่อน! บรรพบุรุษของเจ้าสัตว์ร่างเล็กไร้พิษภัยชนิดนี้เคยเป็นเจ้าแห่งความทรงพลังรายหนึ่งบนโลกในช่วงยุคไพลโอซีน (Pliocene ประมาณ 5.332-2.588 ล้านปีก่อน) เพราะมันคือเมกะเธเรียม หรือสล็อธยักษ์ที่หนักได้ถึง 4 ตัน พอๆกับช้างยุคปัจจุบันละครับ แถมยังยาวตั้ง 6 เมตรเมื่อวัดจากหัวถึงหาง

มันเคยย่างย่ำอยู่บนพื้นดินแถบอเมริกาใต้ในปัจจุบัน แม้ว่ามันจะเดินด้วย 4 เท้าเป็นหลักแต่ก็มีหลักฐานจากรอยเท้าที่ยังคงมีหลงเหลือว่ามันสามารถยืนด้วยสองขา เพื่อเอื้อมถึงใบไม้จากต้นที่อยู่สูงได้ด้วย

นักโบราณคดีสันนิษฐานว่าเมกะเธเรียมอาจเป็นสัตว์กินซากด้วย โดยขโมยซากสัตว์ที่ตายจากการล่าสัตว์กินเนื้ออื่นๆ พวกมันสูญพันธุ์ไปในช่วงสิ้นสุดยุคน้ำแข็ง ซากฟอสซิลแสดงให้เห็นว่ามันอยู่กันมาถึงช่วงสมัยโฮโลซีน (Holocene-ยุคอบอุ่นหลังยุคน้ำแข็ง) ก็ราวๆหมื่นปีที่ล่วงมานี่เอง ซึ่งก็เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เผ่าพันธุ์มนุษย์โฮโมซาเปียนส์ (Homo Sapiens) บรรพบุรุษของเราก้าวขึ้นมาครอบครองโลก ดังนั้นก็เป็นไปได้ว่าเจ้าสล็อธยักษ์นี้สิ้นสูญไปเพราะน้ำมือคนนั่นเอง

ไจแกนโทพิเธคัส (Gigantopithecus) เมื่อเอ่ยถึงลิงยักษ์ ภาพที่ติดตาคนทั่วไปก็คือคิงคอง ลิงยักษ์จากภาพยนตร์ฮอลลีวูด ในความจริงแล้วโลกเราก็เคยมีลิงยักษ์อาศัยอยู่จริง แต่ไม่ต้องเรียกหากอริลลานะ เพราะว่ามันยังยักษ์ไม่พอ

ไจแกนโทพิเธคัสเป็นลิงไร้หางขนาดใหญ่ที่สุดที่เคยมีอยู่บนโลกเมื่อประมาณเก้าล้านถึงแสนปีที่ผ่านมา ในทวีปเอเชีย แถวๆจีน, อินเดีย และเวียดนามใกล้บ้านเรานี่เอง ในช่วงเวลาเดียวกันกับการดำรงอยู่ของสมาชิกตระกูลมนุษย์หลายชนิด และมนุษย์ยุคนั้นก็อาจเคยไล่ล่าลิงยักษ์นี้มาบ้าง จากลักษณะฟันแสดงว่าพวกมันกินพืช คงมีนิสัยรักสงบ จะดุร้ายเฉพาะแต่ เวลาถูกรบกวนคล้ายๆกับกอริลลา

ขณะนี้นักขุดได้ค้นพบไจแกนโทพิเธคัสมาทั้งหมด 3 ชนิด คือ G.blacki, G.bilaspurensis and G.giganteus โดยเจ้า G.blacki มีขนาดใหญ่ที่สุด ถ้ามันยืนตรงก็สูงเกือบ 3 เมตร หนัก 540 กิโลกรัม (กอริลลาตัวผู้ที่โตเต็มที่สูงประมาณ 180 เซนติเมตร) นักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถ ตรวจสอบสาเหตุของการสูญพันธุ์ของลิงใหญ่สายพันธุ์นี้

ดังเคิลออสเตียส (Dunkleosteus) ปลายักษ์หุ้มเกราะ อาศัยอยู่ช่วงปลายยุคดีโวเนียน (380-360 ล้านปีก่อน) พบฟอสซิลแถบทวีปอเมริกาเหนือ, โปแลนด์, เบลเยียม และโมร็อกโก โดยมากจะเป็นฟอสซิลส่วนหัว ส่วนลำตัวจะมีรูปร่างอย่างไรก็เลยยังไม่แน่ชัดเท่าใดนัก ที่แน่ๆก็คือส่วนหัวและช่วงต้นของลำตัวมันมีเกราะแข็งหุ้มอยู่ ตัวอย่างฟอสซิลขนาดใหญ่ที่สุดของปลาชนิดนี้ที่เคยพบมา ก็ไม่ใหญ่โตอะไรหรอกครับ คำนวณแล้วมันน่าจะยาวแค่ 10 เมตร เบาหวิวประมาณ 4 ตัน ส่วนปากเป็นกระดูกมีจะงอยแข็งคล้ายปากเต่าทะเล แต่มีขอบแหลมหยักแบบเขี้ยวเพิ่มความโหดในการกัด วิเคราะห์กันว่าความรุนแรงในการกัดของมันนั้นสูงถึง 8,000 ปอนด์ต่อ ตารางนิ้ว แรงกว่าฉลามหลายเท่า เพราะฉลามยุคนั้นก็เป็นอาหารอย่างหนึ่งของมันด้วยการอ้า ปากงับเหยื่อนั้นก็เร็วสุดๆถึงเศษ 1 ส่วน 50 ของวินาที ทำให้เกิดแรงดูดสัตว์เคราะห์ร้ายเข้าสู่คมเขี้ยวได้อย่างรวดเร็ว ปากอันแข็งแกร่งทรงพลังสามารถเจาะเกราะของปลาและสัตว์ชนิดอื่นรวมถึงพวกเดียวกันเองได้ไม่ยาก แต่ลักษณะโดยรวมของมันนั้นไม่น่าจะว่ายน้ำได้คล่องแคล่วรวดเร็วเท่าไรนัก

ย้อนกลับขึ้นบก ครั้งกระโน้นเคยมีนกบินไม่ได้ชนิดหนึ่งที่น่าสะพรึงเป็นที่สุด คือเจ้า โฟรัสราซิแด Phorusrhacidae หรือนกสยองขวัญ (Terror Bird) คือฉายานามของนกยักษ์กินเนื้อ นักล่าสุดโหดบนพื้นดินของอเมริกาใต้ ในช่วง 62-2 ล้านปีที่ผ่านมา มันสูงประมาณ 1-3 เมตร อาหารโปรดเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็ก ไปจนถึงกระทั่งม้าในยุคนั้น นกยักษ์นักล่าใช้จะงอยปากมหึมาของมันสังหารเหยื่อในสองวิธี หนึ่ง คือคาบเหยื่อขนาดเล็กขึ้นมาแล้วฟาดให้แดดิ้นสิ้นชีวีกับพื้น หรืออีกวิธีก็คือจู่โจมจิกอย่างรวดเร็วและแม่นยำไปยังอวัยวะสำคัญบนร่างเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย

ปัจจุบันนักโบราณคดียังไม่พบสาเหตุอันชัดเจนที่สายพันธุ์นี้สูญพันธุ์ไป แต่ข้อหนึ่งที่น่าสนใจก็คือฟอสซิลของนกยักษ์นักวิ่งรุ่นสุดท้ายนั้นเคยมีชีวิตอยู่ในช่วงเวลาเดียวกับช่วงแรกที่มีมนุษย์เกิดขึ้นมา

นกนักล่าบนพื้นดินยังน่าสะพรึงถึงปานนี้ ถ้ามันบินได้จะขนาดไหน แล้วเมื่อครั้งอดีตเคยมีนักล่าติดปีกที่คอยโฉบเฉี่ยวเอาชีวิตสัตว์อื่นจากบนฟากฟ้าหรือไม่ ขอตอบว่า “มี”

นกอินทรีฮาสต์ (Haast eagle) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Harpagornis moorei เคยอาศัยอยู่บนเกาะใต้ของประเทศนิวซีแลนด์ พวกมันเป็นนกอินทรีขนาดใหญ่ที่สุดที่มนุษย์รู้จัก น้ำหนักชั่งเมื่อเช้า เอ๊ย เมื่อพันปีก่อนได้ 15-20 กิโลกรัม วัดความยาวจากปลายปีกซ้ายถึงปลายปีกขวาได้ 3 เมตร พอเปลี่ยนไปวัดจากปลายปีกขวามาหาปลายปีกซ้าย ก็ได้ 3 เมตรเท่ากันอีกอย่างไม่น่าเชื่อ (แฮ่ๆ…) ระยะปีกที่กล่าวมาอาจดูไม่ยาวเท่าไรนัก เพราะเจ้าเวหาสายพันธุ์นี้มีปีกสั้นเมื่อเทียบกับขนาดตัว เนื่องจากมันไม่เน้นการร่อนเวียนวนหาเหยื่อจากบนที่สูง แต่ปีกสั้นจะช่วยให้มันลัดเลาะลดเลี้ยวออกล่าตามแนวป่าและในดงไม้ได้ดีกว่า

เหยื่อของอินทรียักษ์นั้นมีขนาดยักษ์ยิ่งกว่า นั่นคือนกโมอา (Moa) ที่มีหลายสายพันธุ์ ชนิดที่ใหญ่ที่สุดนั้นอาจหนักถึง 130 กิโลกรัม เจ้าโมอานั้นแม้จะมีขนาดใหญ่แต่บินไม่ได้ เมื่อเจอความเร็วในการพุ่งโจมตีระดับ 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จู่โจมเข้าที่หัวและลำคออันเป็นจุดอ่อน ย่อมต้องกลายเป็นอาหารอันโอชะที่เจ้าฮาสต์จะกินไปได้หลายวันบนพื้นโดยไม่ต้องหิ้วซากไปไหน เพราะยกไม่ไหว และนิวซีแลนด์ในยุคนั้นไม่มีนักล่าใดจะใหญ่โตกว่ามันให้ต้องระแวดระวัง

จากตำนานของชนพื้นเมืองเมารีเล่าสืบกันมาถึงนกอินทรียักษ์ที่ทำร้ายมนุษย์โดยลักขโมยโฉบเด็กหิ้วไปกิน แต่ความเป็นจริงที่น่าเศร้าก็คือ การมาถึงและตั้งถิ่นฐานบนเกาะแห่งนี้ของมนุษย์ได้ทำลายแหล่งอาหารของอินทรียักษ์ มนุษย์ล่านกโมอาจนหมดสิ้น อินทรีฮาสต์ต้องสูญพันธุ์ตามไปเมื่อประมาณ 1,400 ปีก่อนนี้เอง

ขยับไปดูเกาะถัดไป ทุกวันนี้ มังกรโคโมโดเป็นสัตว์เลื้อยคลานจำพวกไลซาร์ด-Lizard (จิ้งจก, ตุ๊กแก, ตะกวด) ที่รูปร่างใหญ่โตน่ากลัวที่สุดบนโลก แต่ถ้าเทียบกับ เมกะลาเนีย (Megalania: Varanus priscus) บรรพบุรุษในยุคดึกดำบรรพ์ของมันแล้ว เจ้ามังกรโคโมโดก็ไม่ต่างอะไรกับการเอารถเก๋งไปเทียบกับรถบรรทุก ขนาดที่แท้จริงของเมกะลาเนียยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ แต่มันอาจยาวได้ถึง 7 เมตร และหนักประมาณ 600-620 กิโลกรัม เป็นตะกวดที่ใหญ่ที่สุดที่เคยมีอยู่บนโลก

มันกินสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมีกระเป๋าหน้าท้อง เช่น จิงโจ้, วอมแบตยักษ์ เป็นอาหารหลัก อาวุธลับนอกจากเขี้ยวและกรามทรงพลังของมันแล้ว ยังมีน้ำลายพิษที่อุดมไปด้วยแบคทีเรียคร่า ชีวิตคล้ายกับมังกรโคโมโดในปัจจุบัน ด้วย เหตุนี้มันจึงครองตำแหน่งสัตว์มีกระดูกสันหลังมีพิษที่ขนาดใหญ่ที่สุดในโลกด้วย เมกะลาเนียสูญพันธุ์ไปจากทวีปออสเตรเลียเมื่อ 45,000-50,000 ปีก่อน สาเหตุน่าจะมาจากการขาดแคลนอาหารเนื่องจากมนุษย์ชาวอะบอริจินผู้อพยพมาตั้งถิ่นฐานแย่งพื้นที่การล่า

ยุคปัจจุบัน สัตว์บกเลี้ยงลูกด้วยนมที่กินเนื้อ ต้องยกให้หมีขั้วโลกเป็นพี่เบิ้มของทั้งหมด แต่ถ้านับเนื่องไปในยุคโบราณ ตำแหน่งนี้ต้องตกเป็นของ หมีหน้าสั้น (Short-Faced Bear:Arctodus simus) ที่เคยอาศัยอยู่ในทวีปอเมริกาเหนือ ในสมัยไพลส์โตซีน (Pleistocene-ประมาณ 1.8 ล้าน-หมื่นปีก่อน) หมีหน้าสั้นหนักราวๆ 900 กิโลกรัมใหญ่สุดๆก็ตันนึงได้ เมื่อยืนด้วยขาหลังมันสูงตระหง่านถึง 4.6 เมตร

นักวิทยาศาสตร์ก็ค้นพบว่ามันเป็นสัตว์กินซาก เก็บกวาดร่างสัตว์เน่าเปื่อยลงกระเพาะด้วย ในยุคนั้นมันต้องต่อสู้แย่งชิงอาหารกับนักล่าระดับตำนานอย่างเสือเขี้ยวดาบและหมาป่า และเช่นเดียวกับสัตว์ขนาดใหญ่อื่นๆในยุคไพลส์โตซีน หมีหน้าสั้นสูญเสียแหล่งอาหารเนื่องจากการมาถึงของมนุษย์ ประกอบกับขนาดร่างกายที่ใหญ่มาก ทำให้มันต้องใช้พลังงานมหาศาลในการล่า ดังนั้นอาหารที่ต้องกินเข้าไปก็ต้องมีปริมาณมากตามไปด้วย จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่มันจะหาอาหารได้พอเพียงกับการเผาผลาญพลังงานของร่างกายในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงยุคสมัยเช่นนั้น

ในปี 2009 นักโบราณคดีได้ค้นพบสิ่งที่น่าตกตะลึงในโคลัมเบีย นั่นคือฟอสซิลของงูที่คาดว่าเป็นงู ไททันโอโบอา (Titanoboa) คะเนจากขนาดฟอสซิลแล้วตอนยังมีชีวิตมันน่าจะมีความยาว 12-15 เมตร หนักถึง 2 ตัน ทำให้มันเป็นงูที่ใหญ่ที่สุดที่เคยเลื้อยอยู่บนโลก นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าไททันโอโบอามีลักษณะและพฤติกรรมคล้ายกับงูอนาคอนดา หากินในน้ำ ไม่มีพิษ งูยักษ์ชนิดนี้เคยรัดเหยื่ออยู่ในสมัยพาลีโอซีน (Paleocene ช่วงเวลา 64-55 ล้านปีก่อน) ในภูมิประเทศซึ่งมีสภาพเป็นป่าดิบชื้น

ผู้ที่ครองความเป็นเจ้าอย่างแท้จริงโดยไร้ผู้ต่อกรใต้ห้วงสมุทร ย่อมต้องยกให้เมกะโลดอน (Megalodon) อันเป็นชื่อที่แปลได้ว่า “ฟันใหญ่” ด้วยฟันใหญ่เบิ้มขนาด 18-21 เซนติเมตร กับกรามที่กว้างใหญ่ถึง 2 เมตร ทรวดทรงองค์เอวมันมีลักษณะคล้ายฉลามขาว ซึ่งฉลามขาวยุคปัจจุบันมักจะยาวราวๆ 6 เมตร หนัก 2 ตัน แต่เมกะโลดอน ซึ่งเคยอาละวาดผาดแผลงอยู่แถบอเมริกาใต้เมื่อ 28-1.5 ล้านปีก่อนนั้น ยาวตั้ง 16-20 เมตร อาหารสุดโปรดของฉลามขาวนั้นคือแมวน้ำ แต่ถ้าเป็นเมกะโลดอนมันเลือกเขมือบวาฬเป็นอาหารโปรดให้สมศักดิ์ศรีเจ้าสมุทร คาดว่าสายพันธุ์ฉลามยักษ์ต้องสูญพันธุ์ไปเนื่องจากมหาสมุทรเย็นลง ระดับน้ำลดลง และแหล่งอาหารก็ลดลงด้วย

ถ้าเมกะโลดอนยังคงดำรงอยู่จนถึงทุกวันนี้ มนุษย์เราอาจจะไม่มีปัญญาเที่ยวท่องล่องไปในทะเลได้เลย บางทีการที่มันสูญพันธุ์ไปเองก็ช่วยให้มนุษย์ครองความยิ่งใหญ่ได้ง่ายขึ้น แต่ก็ไม่แน่นักว่าในส่วนลึกของมหาสมุทรอันไพศาลที่เรายังสำรวจไม่ทั่วถึง จะไม่มีสายพันธุ์ดึกดำบรรพ์หลงเหลือ อยู่ เพื่อรอคอยเวลาที่จะกลับมาสำแดงอำนาจอีกครั้ง.

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *